เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของผมที่เกิดขึ้นกับผมมานานมาก กว่าที่จะมาเล่าได้ผมเองก็ต้องคิดนานเหมือนกน เราะอันที่จริงเป็นเรื่องบัดสีบัดเถลิงจนเกินคิด แต่ใครๆจะมาโทษผมไม่ได้นะครับ เพราะเรื่องที่มันเกิดขึ้น…มันเกิดกับตัวผมเองเมื่อสมัยที่ยังเด็กไม่ ประสา แถมว่ากันตามจริง เด็กอย่างผมตอนนั้นที่ทำไป ทำไปเพราะโดนผู้ใหญ่สั่งสอนเอาเสียด้วยขอปูพื้นไว้ก่อนเลยว่าผมโตขึ้นมาในครอบครัวเดี่ยว แถมยังกำพร้าพ่อมาตั้งแต่จำความได้ จำได้ว่าตอนเด็กๆ เห็นคนอื่นเค้ามีพ่อกับแม่อยู่ด้วยกันครบก็เลยมาถามคุณแม่ของผมเข้า ว่าคุณพ่อเค้าอยู่ที่ไหน แต่แม่ไม่ยักกะตอบตรงคำถามแฮะ แกไม่มองหน้าผมแถมพูดเสียงขุ่นๆ ว่า แล้วเค้าเลี้ยงผมไม่ดีที่ตรงไหน? ผมเองพอรู้ว่าคุณแม่ไม่พอใจก็เลยไม่กล้าถามต่อ มารู้เอาทีหลังตอนโตแล้วว่าที่จริงคุณพ่อผมเลิกกับแม่ผมตั้งแต่ผมอายุไม่ครบ ขวบ จะว่าเลิกกันไปก็ไม่ถูกเท่าไหร่นักหรอกครับ เพราะป้าแก้วเพื่อนสนิทของคุณแม่ผมมาเฉลยให้ผมฟังทีหลังว่าความจริงแม่ผมเอง นี่แหละที่เป็นคนเฉดหัวคุณพ่อออกจากเรือนไป จะด้วยเหตุผลใดป้าแก้วก็ไม่รู้ แต่เดาๆ เอาว่าคุณแม่ผมเค้าทนไม่ได้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ในเมื่อแกถือส่วนตัวซะมากขนาดนี้ เพื่อนฝูงแกก็ไม่ได้ไปสังสรรค์พบปะใคร ญาติมิตรของคุณแม่ที่สนิทเป็นเพื่อนแท้ก็มีแค่ป้าแก้วคนเดียว กับลูกน้องผู้หญิงสองคนคือน้าน้อยและน้านุชที่คุณแม่เก็บไว้ใช้สอยถ้าไล่ไปตั้งแต่สมัยผมเริ่มโดตเป็นหนุ่ม ตอนนั้นอายุผมราวๆ 12- 13 ปีได้ ช่วงนั้นก็น่าจะราวๆพุทธศักราช 2521- 2522 อย่างที่ท่านทราบ คุณแม่ผมเลี้ยงดูผมมากับมือคนเดียวมาตลอด ถ้าเป็นสมัยนี้ก็น่าจะเรียกว่า Single Mom ผมเติบโตขึ้นมาในบ้านทรงไทยหลังใหญ่พอควรในสวนขนาดสามไร่เศษ เรือกสวนกว้างขวางรอบบ้านเป็นบริเวณทำให้บ้านผมอยู่ห่างจากบ้านหลังอื่นๆใน ตำบลแยกมาต่างหาก จะว่าไปแล้วแม่ผมเองก็เป็นเศรษฐีนีใหญ่ในจังหวัดเชียวล่ะ แกมีที่นามากโขที่เป็นมรดกตกทอดมาจากคุณตาคุณยายทำไว้แต่เดิมคอยเก็บไว้แบ่ง ให้คนนั้นคนนี้เช่า ไม่ต้องทำอะไรก็อยู่ได้อย่างสุขสบาย เรือกสวนรอบเรือนที่คุณตาคุณยายทำไว้ให้แม่ผมก็เพียงแค่ให้น้าน้อยน้านุช ดูแลไม่ให้รกรุงรังเท่านั้น ไอ้เรื่องที่แกจะไปหวังเอาดอกผลไม่มีเสียล่ะ เอาเป็นว่าสวนรอบๆ บ้านที่กว้างขวางนั้นแท้จริงแล้วเป็นสิ่งกำหนดอาณาจักรส่วนตัวของคุณแม่ผม ที่มีเพียงแค่คุณแม่ ตัวผม กับน้านุชและ น้าน้อยคนรับใช้อยู่แค่นั้นแม่ผมขึ้นชื่อได้ว่าดุเอามากๆ คนหนึ่ง และออกจะมั่นใจตัวเองผิดกับผู้หญิงไทยในยุคนั้นลิบลับ ผมมาทราบเอาฤทธิ์เดชคุณแม่ทีหลังว่าเมื่อสมัยผมยังเล็กไม่รู้ความ แกเคยใช้ปืนยาวยิงขโมยที่จะมาปล้นบ้านแกตายไปเสียคราวเดียว 2-3 ศพ ดังนั้นพวกคุณจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ผู้หญิง 3 คนกับเด็กอีกหนึ่งคนอยู่ในบ้านกลางสวนอย่างสงบสุขตลอดมาได้อย่างไรในตัวเรือนนั้น มีแค่ผมกับแม่อาศัยอยู่กันสองคน กับข้าวกับปลา การทำความสะอาดบนเรือนนั้นแม่ผมทำเองทั้งสิ้น ส่วนน้านุชกับน้าน้อยไม่มีสิทธิ์ที่จะมาอยู่ใกล้แม้แต่ไต้ถุนเรือน ด้วยคุณแม่ผมกำชับนักหนาว่า ถ้าคุณแม่ผมไม่เรียก ไม่สั่ง ห้ามมาอยู่ใกล้ในบริเวณเรือนใหญ่เด็ดขาด ยกเว้นแต่ตอนแปดโมงเช้าของทุกวันที่ทั้งสองคนต้องมาคอยหน้าเรือนอยู่ห่างๆ เพื่อคอยรับคำสัะงว่าแม่ผมจะใช้ทำอะไร กับอีกวาระหนึ่งคือวันไหนคุณแม่เรียกใครมาให้นอนเป็นเพื่อน ซึ่งบางคราวก็น้านุชบ้าง น้าน้อยบ้าง หรือลางทีก็เรียกมานอนด้วยกันทั้งสองคนเลยก็มีผมเองเมื่ออยู่ในวัยเรียนก็เข้าเรียนในโรงเรียนประจำตำบลตามปกติ คุณแม่ผมภายหลังกำหนดให้ผม “ศึกษาด้วยตัวเอง” ที่บ้านเอาเมื่อผมขึ้นมัธยมที่หนึ่ง แล้วปล่อยผมจากอ้อมอกแกอีกครั้งก็โน่น สมัยผมเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ซึ่งเดี๋ยวทุกท่านจะทราบว่าทำไมคุณแม่ถึงได้ดำรงนโยบายเช่นนั้นเสียตั้งหกปี ทำให้วัยเด็กผมไม่ค่อยเหมือนคนอื่นนัก จะว่าไปก็ผิดประหลาดตั้งแต่สมัยผมเรียนประถมแล้วล่ะ เพราะเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยโน้นก็ล้วนเป็นลูกหลานชาวบ้านที่อาศัยเช่าที่ น่าคุณแม่ทั้งสิ้น เพื่อนๆ หลายคนเลยออกจะเกรงอกเกรงใจผมไม่น้อย แต่ละคนล้วนยกเรียกผมว่า “คุณ” จนผมเองลำบากใจ เพราะผมเองทั้งชื่อเล่น ชื่อจริงก็ชื่อชาย เวลาเพื่อนเรียกผมว่า “คุณชาย” ยิ่งทำให้ผมรู้สึกขนลุก ผมเองเลยไม่ได้สนิทสนมกับใครเพราะเกรงใจที่เขาจะวางตัวลำบาก ผมเองก็ยิ่งวางตัวลำบาก ที่โชคร้ายยิ่งกว่านั้นอีกคือเด็กคนอื่นๆ ที่มีฐานะทัดเทียมที่จะไม่เรียกผมว่า “คุณชาย” ไม่ว่าจะลูกเจ๊กเจ้าของโรงสีใหญ่ ลูกนายตำรวจ ลูกนายอำเภอ ก็ล้วนเป็นผู้หญิงไปเสียฉิบ ไอ้จะไปทโมนตามประสาเด็กผู้ชายก็หมดหวัง เพราะพวกเธอก็ยินดีจะเล่นแต่กระโดดยางตามแบบผู้หญิงอย่างนั้นโลกของผมตั้งแต่เด็กจึงมีแต่คุณแม่คนเดียวเท่านั้น จะว่าไปแล้วคนที่สอนหนังสือผมจริงๆ ก็เป็นคุณแม่ผมเองนี่แหละ ประถมหนึ่งถึงสี่สมัยนั้นเขาก็ไม่เรียนภาษาอังกฤษกัน คุณแม่ผมเองนี่แหละที่เป็นคนสอนเอ บี ซี ดี ให้กับผมตั้งแต่ผมหัดเขียนหนังสือ เจ้ากี้เจ้าการให้ผมอ่านนิยายฝรั่งเป็นตั้งแต่ชั้น ป.4 เรื่องผมท่องสูตรได้ก็คุณแม่ผมนี่แหละเป็นคนเอาการก่อนเข้าโรงเรียนเสียอีก แม้กระทั่งการคิดเลขในใจคุณแม่ก็เป็นคนสอนเคล็ดวิธีคิดให้ แถมยังมานั่งถามผมปากเปล่าอยู่นาน จนแน่ใจว่าผมหารผมคุณเลขในใจได้สองสามหลักคล่องแคล่วแล้วแกถึงปล่อย ดังนั้นผมจึงได้เรียนเกินเพื่อนที่โรงเรียนไปไกล ที่ไปโรงเรียนเพราะไปตามกฏหมายที่รัฐท่านบังคับเอาเท่านั้นอ้อ! ผมลืมเล่าให้คุณฟังถึงแม่ผมอีกอย่าง แม่มีผมตั้งแต่แกอายุ 20 ต้นๆ ตอนผมเริ่มเป็นวัยรุ่นอายุ 12-13 แม่ผมจึงมีอายุแค่ 35 ปีเท่านั้น แกเป็นคนสวยเชียวล่ะ ผิวขาวอย่างคนที่ไม่ทำงานหนัก….เอ่อ อันที่จริงต้องบอกว่าไม่ทำงานเลยต่างหาก แม่ผมอาจจะท้วมสักเล็กน้อยแต่จะว่าไปก็ไม่ได้ถึงขั้นอ้วนเผละ ความท้วมนั้นดูเหมือนจะไปเน้นเอาที่หน้าอกกับสะโพกผายใหญ่ของคุณแม่เสีย มากกว่า ส่วนเนื้อหนังนั้นก็ขาวเนียนเต่งตึงดี ที่ผมรู้ไปหมดเพราะคุณแม่มักจะเรียกใช้ผมให้บีบนวดให้แกเป็นประจำ ยิ่งเสาร์อาทิตย์แกนอนให้ผมบีบนวดจนเย็นเลยก็มี หลายๆ ครั้งแกจะใช้ให้ผมนวดต้นขาเลยไปถึงแก้มก้น คุณแม่ชอบใช้ให้ผมบีบนวดตรงนี้ให้เป็นพิเศษ หลังจากผมขึ้นป. 6ไม่นาน เวลาที่แกเรียกผมมานวดให้ แกก็จะใส่แค่กางเกงในตัวงเดียวกับเสื้อคอกระเช้า ยัดชายลงไปใต้ชั้นในจนเสื้อมันรัดรึงกับหน้าอกจนเสื้อแทบขาด แล้วใช้ให้ผมนวดตรงก้นคุณแม่นานๆ ยิ่งพอพักหลังๆ เข้า ตอนเช้าวันเสาร์อาทิตย์ หลังจากแกลงไปสั่งงานน้านุชกับน้าน้อย พอแกขึ้นเรือน แกก็จะเปลี่ยนจากผ้าถุง มานุ่งเพียงกางเกงในสีเนื้อ แล้วยัดชายเสื้อคอกระเช้าเข้าไป แล้วมาอยู่บนเรือนใหญ่กับผมในสภาพนั้นจนเข้านอน แกให้เหตุผลว่า อากาศมันร้อนแกนุ่งแบบนี้สบายตัวกว่าเยอะความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดแค่กับคุณแม่ ตัวผมเองยิ่งเห็นคุณแม่นุ่งน้อยแค่นั้น ผมเองก็ยิ่งอยากดูอยากอยู่ใกล้คุณแม่เยอะๆ ก้นคุณแม่ใต้ชั้นในที่แบะเข้าออกตามน้ำหนักมือผม ทำให้ผมใจสั่นหวิวทุกครั้ง ผมเองก็มีความสุขที่ได้บีบนวดให้คุณแม่นานๆ วันเสาร์-อาทิตย์ผมจะไม่ไปไหน ขลุกอยู่กับแม่บนเรือนทั้งวันเพื่อรอคอยให้แกเรียกใช้ผมบีบนวด บางครั้งคุณแม่จะชอบนั่งพิงหมอนอิงบนเสื่อ แล้วใช้ให้ผมนั่งข้างหน้าอ่านหนังสือต่างๆ ให้แกฟัง ผมมักจะแอบมองสะโพกอวบของคุณแม่และจับจ้องไปที่หว่างขาใต้เป้ากางเกงใน หลายๆ ครั้งคุณแม่ก็จะเดินปัดโน่นปัดนี่ตามเรื่องตามราวของแก ผมเองชอบจ้องดูก้นของคุณแม่ที่บิดยักย้ายไปมาตามการก้าวเดินของแกสถานการณ์เป็นเช่นนี้มาได้ประมาณเดือนหนึ่ง จนกระทั่งถึงวันที่ผมจำได้ถึงทุกวันนี้ วันนั้นคุณแม่ใช้ให้ผมอ่านนิยายให้คุณแม่ฟัง แกนั่งชันเข่าตัดเล็บเท้าของแกไปด้วยโดยที่นั่งห่างจากผมไม่เกินหนึ่งเมตร ภาพที่คุณแม่นั่งชันเข่าค่อยๆ บรรจงตัดเล็บเท้าทีละนิ้ว…ทีละนิ้ว นั้น ทำให้ผมเผลอมองไปที่หว่างขาที่อวบอัดของคุณแม่ไม่ได้ ใต้กางเกงในสีเนื้อที่คุณแม่ชอบใส่เป็นประจำนั้นก็ดูเหมือนจะโป่งนูนดันเป้า จนแทบปริขึ้นมา เสื้อคอกระเช้าที่คุณแม่ยัดชายเสื้อใส่ชั้นในก็ปิดเนินอกอวบของคุณแม่ที่ กำลังก้มตัดเล็บเท้าไม่มิด ผมเห็นหน้าอกคุณแม่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ ภาพเหล่านี้ทำให้ผมมองคุณแม่อยู่นานจนลืมอ่านนิยายที่ตัวเองกำลังเปิดค้าง ไว้อยู่ ผมหยุดดูคุณแม่อยู่นานมาก จนกระทั่งคุณแม่ตัดเล็บเท้าข้างหนึ่งเสร็จ สลับชันขาอีกข้างย้ายมาตัดอีกข้างหนึ่งช้าๆ คุณแม่แสดงท่าทีไม่รับรู้ หน้าอกใต้เสื้อคอกระเช้าของคุณแม่ดูเหมือนจะกระเพื่อมขึ้นลงถี่กว่าเดิม ผมมองคุณแม่เหมือนกับโดนมนตร์สะกด น้ำลายกลืนลงคออย่างยากเย็น พอคุณแม่ตัดเล็บเท้าจนครบทุกนิ้ว แกถึงได้เงยหน้าขึ้นมาถาม

Comments are closed.